Category Archives: บ่นไปเรื่อย

40 อย่าง ที่คนรวยมีเหมือนกัน

40 อย่าง ที่คนรวยมีเหมือนกัน

40 อย่าง ที่คนรวยมีเหมือนกัน ที่ผมได้นำมานี้เป็นบทความที่แบ่งปันผ่านมาทางเครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่าง facebook ผมได้มีโอกาสอ่านแล้ว ผมคิดว่า ผมเองถึงจะไม่ได้เป็นคนรวยเงินทอง แต่ก็รวยความขี้เกียจ และอยากจะจนความขี้เกียจบ้าง ฮ่าฮ่า ก็ว่าไป 

อ่านแล้วได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง อย่างแรกเลยนะครับ คุณวิชญ์เขียนแต่ละข้อสั้นมาก ผมหายสงสัยเลยครับ ที่ได้เยอะถึง 40 ข้อ ตอนแรกผมละแปลกใจ อย่างต่อๆ มา ผมยังขาดไปหลายๆ ข้อครับ กลัวลืม ก็เลยขอแบ่งปันต่อไปอีกที ผ่านบล็อกนี้ ลองไปดูกันครับ ว่า คุณเองมีกี่ข้อครับ

Read the rest of this entry

Advertisements

9 มกราคม 2557 >> วันคล้ายวันเกิด..ปีที่ 35

ภาพความประทับใจในวันคล้ายวันเกิด..ปีที่ 35

ผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด 9 มกราคม 2557

ปัจฉิมนิเทศน์ ผู้สำเร็จการศึกษา ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2555

วันเด็ก ปี พ.ศ. 2556 ตรงกับวันที่ 12 เดือนมกราคม พ.ศ. 2556

AI-childrens_day_2013

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๖ ของนายกรัฐมนตรี

“รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้
เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน”

สารนายกรัฐมนตรี

สารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

จากที่ทราบ วันเด็กแห่งชาติของไทย ถูกกำหนดให้ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี และปี 2556 นี้ วันเด็กแห่งชาติ ตรงกับวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556

ไม่ได้ว่านะ!!! จากคำขวัญวันเด็ก เอาข้อแรก รักษาวินัย  ผมยังมีศรัทธาในเด็กไทย ผมเป็นครูมา 10 ปีแล้วครับ ศรัทธาผมยังคงไม่เปลี่ยน มีสั่นครอนไปบ้าง สับสนในบางครั้ง หลงทางในบางเวลา แต่สุดท้ายผมบอกตัวเอง ว่า ผมยังมีศรัทธาในเด็กไทย ในลูกศิษย์ที่รักของผม ในนักเรียนไทย

ที่อยากเห็น อยากเห็นวินัยของนักเรียนไทย ยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ยังคงเป็นประเทศที่รักษาวินัยต่อไป เมื่อเรายังเด็กเราเชื่อฟังพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ยังไง โตมาเป็นนักเรียนก็ยังอยากให้เป็นนักเรียนที่เชื่อฟังครู อาจารย์ แล้วหวังไว้เสมอว่าจะเป็นคนโต หรือผู้ใหญ่ที่มีวินัยในสังคม

ผมอยากเห็นคนที่ไม่ลัดแถวคิวซื้อของ ซื้ออาหาร เริ่มจากไหนล่ะครับ วินัยในวัยเด็ก วินัยในวัยเรียนนี่ล่ะครับ

ที่โรงเรียนผม ลูกศิษย์ เขายังเข้าแถวซื้ออาหาร เข้าแถวซื้อน้ำ อย่างมีวินัย แม้ว่าจะไม่เป็นแถวที่สวยงามอย่างทหารกองเกียรติยศ

ที่โรงเรียนผม ลูกศิษย์ เขายังเข้าแถวทำกิจกรรมตอนเช้า เคารพธงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ อย่างมีวินัย แม้จะมาไม่ครบในวันที่อากาศหนาว

และหวังว่านักเรียน “โรงเรียนคำนาดีพิทยาคม” จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ทำตามที่เรา (ครู) ได้อบรมสั่งสอนมา

ผมก็ยังคงมี “ศรัทธา” เสมอ

ที่มา:

Ada Lovelace – ครบรอบ 197 ปี วันเกิดโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก

สวัสดีครับ หลังจากที่วุ่นๆ กับเรื่องการได้ไปจัดทำตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ ที่เกียวกับคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ กับเพื่อนๆ พี่ๆ สสวท ไกลถึงหัวหิน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ กลับมาก็เตรียมตัวไปแข่งทักษะทางวิชาการระดับภาคฯ ที่จังหวัดชัยภูมิ ครับ

มาถึงช่วงหยุดยาวก็เลยคิดว่าจะพักผ่อนก็เลย มีโอกาสได้ไปบริจาคโลหิตที่คลังเลือดกลาง ม.ขอนแก่น ครับ เป็นครั้งที่ 23 แล้ว ได้พักสมใจ เพราะกลับมามีอาการเพลีย นอนกินบ้านกินเมืองมาถึงวันนี้

อารมณ์อยากเขียนบล็อกก็เลยเกิดขึ้นตอนเย็นๆ แบบนี้เพราะเข้า google แล้ว เจอ doodle ที่น่าสนใจ(สำหรับผมนะครับ) น่าจะนำมาเขียนเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกัน

Ada Lovelace (เอดา เลิฟเลซ) – โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก

 เอดา เลิฟเลซ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในวงการคอมพิวเตอร์ที่น่าเรียนรู้ชีวประวัติท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้หญิงที่เก่งทั้งในด้านกาพย์กลอนและคณิตศาสตร์ และได้รับยกย่องให้เป็นนักเขียนโปรแกรมคนแรกของโลก

วันนี้ เมื่อ 197 ปีที่แล้ว เป็นวันเกิดของ เอดา เลิฟเลซ ซึ่งเป็นที่ทราบกันในปัจจุบันว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก และเป็นโปรแกรมเมอร์หญิงคนแรกของโลกอีกด้วย

เอดา เลิฟเลซ เกิดเมื่อ 10 ธันวาคม 1815 เกิดในกรุงลอนดอน และสิ้นชีวิตเมื่อ 27 พฤศจิกายน 1852 ในขณะที่มีอายุ 37 ปีเท่านั้น

เอดา เลิฟเลซ  เป็นบุตรสาวของ ลอร์ด ไบรอน  หลังจากเธอเกิดไม่นาน พ่อแม่ของเธอก็แยกทางกัน เอดาได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ของเธอ โดยได้รับการเลี้ยงดูให้เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ให้ศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่างไปจากกุลสตรีในตระกูลใหญ่ๆ ของอังกฤษในสมัยนั้น

เอดา เลิฟเลซ ได้รู้จักกับ ชาลส์ แบบเบจ (บิดาแห่งคอมพิวเตอร์) ซึ่งแบบเบจเป็นผู้พัฒนาแนวคิดสำหรับคอมพิวเตอร์ และสร้างเครื่องวิเคราะห์ขึ้นมา และเป็นที่สนใจของ เอดา เลิฟเลซ เป็นอย่างยิ่ง และได้อาสาที่จะช่วยพัฒนา และสร้างภาษาสำหรับเครื่องวิเคราะห์ (analytical engine) ของแบบเบจ

เอดา เลิฟเลซ  ได้แต่งงานกับท่านเอิร์ลแห่ง เลิฟเลซ และมีบุตรด้วยกันสามคน

ในเวลาต่อมา ทั้ง เอดา เลิฟเลซ และแบบเบจ ได้เป็นเพื่อนกันทางจดหมาย และแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเครื่องวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ โดยจดหมายของทั้งสองถูกเก็บไว้อย่างดีในยุคนี้ เพราะมีข้อมูลน่าสนใจมากมาย (ทั้งเรื่องจริง และจินตนาการ) เช่น เอดา เลิฟเลซ บอกว่า เธอเชื่อว่าต่อไปเครื่องมืออันนี้ จะมีความสามารถที่จะแต่งเพลงที่ซับซ้อน สร้างภาพกราฟิก นำมาใช้เพื่อการคำนวณขั้นสูง และพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ได้ ในจดหมายฉบับหนึ่ง เอดาแนะนำแบบบิจว่า ให้ลองเขียนแผนการทำงานของเครื่องมืออันนี้ ให้สามารถคำนวณ Bernoulli numbers ขึ้นมา

ต่อมา แผนการทำงานที่แบบบิจเขียนขึ้นมาชิ้นนั้น ก็ถูกยกย่องว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก เธอจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก จากผลงานที่ เอดา เลิฟเลซ ช่วยให้เครื่องจักร analytical engine ที่ออกแบบโดย ชาร์ลส์ แบบเบจ สามารถรับโปรแกรมและทำงานตามคำสั่งในโปรแกรมได้ โดย เอดา เลิฟเลซ ได้เสนอเทคนิคการเขียนโปรแกรมแบบวนรอบซ้ำ ๆ ที่เรียกว่า loop การเขียนโปรแกรมแบบวนรอบบนี้สำคัญมาก เพราะถ้าหากไม่ใช้แนวคิดนี้แล้วโปรแกรมที่เขียนจะมีความยาวมาก และผิดพลาดได้ง่ายและการใช้โปรแกรมย่อย (subroutine) เพื่อคำนวณฟังก์ชันก์ย่อยที่ได้ใช้งานบ่อย ๆ ฝังอยู่ในโปรแกรมหลัก โปรแกรมหลักสามารถเรียกใช้โปรแกรมย่อยทำงานได้เลยโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมใหม่ ซึ่งในปัจจุับนนี้ทุกภาษาต่างก็มีความสามารถในการวนซึ้า และการใช้โปรแกรมย่อย

และสุดท้ายสุขภาพของเธอก็เริ่มมีปัญหา ด้วยโรคมะเร็ง และเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 37 ปี

และในปี ค.ศ. 1979 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สร้างภาษาคอมพิวเตอร์มาตรฐาน ISO ขึ้นมาตัวแรก พร้อมตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ เลดี้ เอดา ว่า ภาษา “ADA” (ผมเองก็ตั้งใจว่าจะให้ชื่อลูกสาวว่า เอด้า เหมือนกัน แต่หลงไหลในวิทยาการ AI เอไอ เลยเปลี่ยนใจครับ)

ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เอดา เลิฟเลซ ได้รู้จัก และอาสาช่วยงาน พร้อมทั้งอุปการะ นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ รวมทั้งนักเขียนหลายคน เช่น Sir David Brewster คนคิดคาไลโดสโคป, ชาลส์ วีทสโตน, ชาลส์ ดิกเก้นส์, และ ไมเคิล ฟาราเดย์

 

และวันนี้เป็นวันครบรอบปีที่ 197 ของวันเกิดของ เอดา เลิฟเลซ และ Google สร้าง Doodle เป็นเกียรติแก่ เอดา เลิฟเลซ โดยเป็นภาพ หญิง (เอดา เลิฟเลซ) เขียนสมการด้วยปากกาขนนกลงบนแผ่นยาวของกระดาษที่แสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจากผลการคำนวณของเธอในวันนั้น ถึงปัจจุบัน

 

และเมื่อครั้งที่เรียน ป.ตรี แล้วได้ทราบเรื่องโปรแกรมเมอร์หญิงคนแรกของโลกนั้น ผมรู้สึกประหลาดใจอยู่สองเรื่องครับ คือ

  1. โปรแกรมเมอร์หญิงคนแรกของโลก เป็นผู้หญิงครับ ที่แปลกใจ เพราะคิดว่าจะเป็นผู้ชายที่คลุกคลีกับวงการนี้ ลองคิดดูนะครับในสมัยก่อน ถึงจะมีผู้หญิงเก่งๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มากมาย แต่เรื่องของ คอมพิวเตอร์ ไซน์ (computer science) นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ผู้ชายคลุกคลีมากกว่าครับ
  2. ต่อมาที่แปลกใจคือ โปรแกรมเมอร์คนแรก รู้จักกับบิดาคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้ผมเข้าใจไปเองครับว่า โปรแกรมเมอร์คนแรก จะเกิดไม่ทัน บิดาคอมพิวเตอร์ของเรา
อย่างที่เรียนไปบ้างแล้ว ว่าผมเองก็เกือบตั้งชื่อลูกสาวว่า ADA ไปแล้ว เพราะนิยมชมชอบ  เอดา เลิฟเลซ นั่นเอง แต่เพราะตอนเรียน ป.โท คอมพ์ไซน์ ได้เห็นศาสตร์แขนง AI จากงานวิจัยของอาจารย์หลายๆ ท่าน ทำให้ชอบศาสตร์ด้าน AI อย่างยิ่ง จึงลงเอยชื่อลูกสาวที่ชื่อนี้ครับ แต่ยังไงก็ยกย่อง ชื่นชม เอดา เลิฟเลซ เสมอในฐานะโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก ครับ

 

ที่มา

ยินดีต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ป้ายแดง)

เป็นไปตามที่คาดกันไว้ สำหรับการปรับ ครม.ใหม่ ที่สื่อมวลชนเรียกกันว่า ครม.ปู 3

ตามข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๒๘๔/๒๕๕๕  โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่

ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ และแต่งตั้งรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๑๘๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

๑. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีดังต่อไปนี้

๑. พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๒. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๓. นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๔. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๕. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๖. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๗. พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๘. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๙. นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๐. นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๑. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๒. นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๓. นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๔. นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๕. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๖. นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๗. นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๘. นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๑๙. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๒๐. ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

๒. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

๑. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง
๒. นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองนายกรัฐมนตรี
๓. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
๔. นายวราเทพ รัตนากร เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
๕. น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
๖. นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
๗. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
๘. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
๙. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
๑๐. พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
๑๑. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
๑๒. นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
๑๓. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
๑๔. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๑๕. พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
๑๖. นายประชา ประสพดี เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
๑๗. นายสนธยา คุณปลื้ม เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
๑๘. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  ๑๙. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
๒๐. นายประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
๒๑. นายชลน่าน ศรีแก้ว เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
๒๒. นายประเสริฐ บุญชัยสุข เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
๒๓. นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

 

ถ้าการศึกษา นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ

ทำไมบ้านเมืองเรา ถึงไม่ให้ความสำคัญ

บ้าน ชุมชน สังคม

นักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู หรือตัวนักเรียนเอง

และนักปกครอง ทั้งหลาย

จากประวัติศาสตร์โลก ชาติพันธุ์ที่เรียกว่าเจริญ นั้น

ล้วนดำรงชีวิตด้วยการใช้ความรู้ ค้นหาความรู้ และรักษาความรู้

 

ที่มา:

1. ทำความรู้จัก นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ล่าสุด – http://blog.eduzones.com/socialdome/100250

2. ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ – http://www.moe.go.th/websm/2012/oct/284.html

3. ประวัติ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รมว.ศธ. – http://www.moe.go.th/websm/minister/pongthep.htm

4. ประวัติ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ – http://www.moe.go.th/websm/minister/sermsak.htm

ปรับทัศนคติในการทำงาน ตามหลักอิทธิบาท 4

ปรับทัศนคติในการทำงาน ตามหลักอิทธิบาท 4

          ในวันนี้ (25 ตุลาคม 2554) จะเป็นวันเปิดเรียนวันแรก ในภาคเรียนที่ 2/2554 จึงนำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ซึ่งนักเรียนก็สามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนได้เช่นกัน หลักธรรมที่จะนำเสนอคือหลักอิทธิบาท 4 หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะเป็นคติธรรมที่ตีกรอบให้เราไม่หลงหรือมีเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ เหมือนเส้นที่ตีแบ่งเป็นลู่ให้เราวิ่งสู่เส้นชัยนั่นเอง

          1. ฉันทะ ความพึงพอใจ รักในงานที่ทำ

                    ไม่ได้ทำงานที่รัก แต่ก็สามารถจะรักงานที่ทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าแม้แต่ท่านที่เป็นเจ้าของตำแหน่งงานนี้ ซึ่งต้องรับผิดชอบงานนี้อยู่โดยตรงยังไม่รักงานที่เราทำ ไม่เห็นความสำคัญในงานของเราเอง แถมยังดูถูกงานที่เรารับผิดชอบ แล้วท่านจะให้ใครเขามารักงานของเรา หรือเห็นความสำคัญในงานที่เราทำ ก็ในเมื่อเรายังดูถูกงานของเราเอง

ตัวอย่างเรื่องเล่าที่อยากให้คิดตาม

          มีช่างก่ออิฐ 3 คนกำลังทำงานอยู่
          ช่างคนที่ 1 ก่ออิฐไปด้วยความรู้สึก เบื่อหน่าย เซ็ง เฉื่อยชา
          ช่างคนที่ 2 ก่ออิฐไปมองนาฬิกาไป คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาพักเสียที
          ช่างคนที่ 3 ทำงานอย่างกระฉับกระเฉงว่องไว เอาใจใส่ในงาน

          ถามช่างทั้ง 3 คนว่ากำลังทำอะไรอยู่

          ช่างคนที่ 1 “กำลังก่ออิฐ”
          ช่างคนที่ 2 “กำลังก่อกำแพง”
          ช่างคนที่ 3 “ผมกำลังมีส่วนสำคัญในการสร้างโบสถ์และเป็นบุญของเขาที่ได้มาทำงานนี้”

          งานของช่างทั้ง 3 คนก็เป็นงานเดียวกัน แต่ทัศนคติหรือวิธีคิดของช่างแต่ละคนไม่เหมือนกัน มองได้เลยว่าช่างคนไหนจะประสบความสำเร็จในอาชีพช่างมากกว่ากัน ดังนั้น คนคิดบวกชีวิตจะมีแนวโน้มไปทางดีขึ้นอยู่เสมอ ส่วนคนคิดลบชีวิตก็มักจะมีแนวโน้มไปในทางที่ตัวเองคิดเช่นเดียวกัน

          2. วิริยะ ความพากเพียร ขยันหมั่นเพียรในการทำงาน

                    เมื่อเริ่มรักงาน และเห็นความสำคัญของงานที่ทำ ท่านก็จะมีความมานะพยายามที่จะทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จอย่างดีที่สุด หรือรับผิดชอบงานนั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เรามีอยู่ และก็จะพยายามทำงานนั้นให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ๆ

          3. จิตตะ ความเอาใจใส่ในงาน

                    เมื่อมีความมานะ อยากจะทำงานที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด เราก็จะมีความใส่ใจในงานที่เรารับผิดชอบ มีความตั้งใจจริง มีความเอาใจใส่ในงานของเรามากขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้งานที่เรารับผิดชอบไปสู่ผลสำเร็จ

          4. วิมังสา ความหมั่นตริตรอง ค้นหาเหตุผลเพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น

                    มีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม จนอาจนำมาสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน หรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ทำให้งานที่เรารับผิดชอบมีความรวดเร็วมากขึ้น มีคุณภาพในงานมากขึ้น หรือเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับงานของเรา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตนั่นเอง

ถ้าเป็นเรื่องเรียนล่ะครับ นักเรียนสามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกันครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนกับสู่ภาคเรียนใหม่ 2/2554 ครับ

ที่มา: http://www.ezyjob.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%204-871.html

ปรับทัศนคติในการทำงาน ตามหลักอิทธิบาท 4

ปรับทัศนคติในการทำงาน ตามหลักอิทธิบาท 4

          ในวันนี้ (25 ตุลาคม 2554) จะเป็นวันเปิดเรียนวันแรก ในภาคเรียนที่ 2/2554 จึงนำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ซึ่งนักเรียนก็สามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนได้เช่นกัน หลักธรรมที่จะนำเสนอคือหลักอิทธิบาท 4 หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะเป็นคติธรรมที่ตีกรอบให้เราไม่หลงหรือมีเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ เหมือนเส้นที่ตีแบ่งเป็นลู่ให้เราวิ่งสู่เส้นชัยนั่นเอง

          1. ฉันทะ ความพึงพอใจ รักในงานที่ทำ

                    ไม่ได้ทำงานที่รัก แต่ก็สามารถจะรักงานที่ทำได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าแม้แต่ท่านที่เป็นเจ้าของตำแหน่งงานนี้ ซึ่งต้องรับผิดชอบงานนี้อยู่โดยตรงยังไม่รักงานที่เราทำ ไม่เห็นความสำคัญในงานของเราเอง แถมยังดูถูกงานที่เรารับผิดชอบ แล้วท่านจะให้ใครเขามารักงานของเรา หรือเห็นความสำคัญในงานที่เราทำ ก็ในเมื่อเรายังดูถูกงานของเราเอง

ตัวอย่างเรื่องเล่าที่อยากให้คิดตาม

          มีช่างก่ออิฐ 3 คนกำลังทำงานอยู่
          ช่างคนที่ 1 ก่ออิฐไปด้วยความรู้สึก เบื่อหน่าย เซ็ง เฉื่อยชา
          ช่างคนที่ 2 ก่ออิฐไปมองนาฬิกาไป คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาพักเสียที
          ช่างคนที่ 3 ทำงานอย่างกระฉับกระเฉงว่องไว เอาใจใส่ในงาน

          ถามช่างทั้ง 3 คนว่ากำลังทำอะไรอยู่

          ช่างคนที่ 1 “กำลังก่ออิฐ”
          ช่างคนที่ 2 “กำลังก่อกำแพง”
          ช่างคนที่ 3 “ผมกำลังมีส่วนสำคัญในการสร้างโบสถ์และเป็นบุญของเขาที่ได้มาทำงานนี้”

          งานของช่างทั้ง 3 คนก็เป็นงานเดียวกัน แต่ทัศนคติหรือวิธีคิดของช่างแต่ละคนไม่เหมือนกัน มองได้เลยว่าช่างคนไหนจะประสบความสำเร็จในอาชีพช่างมากกว่ากัน ดังนั้น คนคิดบวกชีวิตจะมีแนวโน้มไปทางดีขึ้นอยู่เสมอ ส่วนคนคิดลบชีวิตก็มักจะมีแนวโน้มไปในทางที่ตัวเองคิดเช่นเดียวกัน

          2. วิริยะ ความพากเพียร ขยันหมั่นเพียรในการทำงาน

                    เมื่อเริ่มรักงาน และเห็นความสำคัญของงานที่ทำ ท่านก็จะมีความมานะพยายามที่จะทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จอย่างดีที่สุด หรือรับผิดชอบงานนั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เรามีอยู่ และก็จะพยายามทำงานนั้นให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ๆ

          3. จิตตะ ความเอาใจใส่ในงาน

                    เมื่อมีความมานะ อยากจะทำงานที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด เราก็จะมีความใส่ใจในงานที่เรารับผิดชอบ มีความตั้งใจจริง มีความเอาใจใส่ในงานของเรามากขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้งานที่เรารับผิดชอบไปสู่ผลสำเร็จ

          4. วิมังสา ความหมั่นตริตรอง ค้นหาเหตุผลเพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น

                    มีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม จนอาจนำมาสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน หรือวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ทำให้งานที่เรารับผิดชอบมีความรวดเร็วมากขึ้น มีคุณภาพในงานมากขึ้น หรือเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับงานของเรา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตนั่นเอง

ถ้าเป็นเรื่องเรียนล่ะครับ นักเรียนสามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกันครับ
ยินดีต้อนรับนักเรียนกับสู่ภาคเรียนใหม่ 2/2554 ครับ

ที่มา: http://www.ezyjob.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%204-871.html

ปัจฉิมนิเทศน์ ผู้สำเร็จการศึกษา ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2553

 orientation-m3-m6

ครูดีใจที่นักเรียนทั้งในที่ปรึกษา (ม.3) และ ในที่ปรึกษา(ม.6)
จบการศึกษาในระดับของตน

เป็นการความสำเร็จของนักเรียนเอง อีกก้าวหนึ่ง
ซึ่งนักเรียนยังต้องพบเจอความสำเร็จอื่นๆ อีกมากมายที่กำลังรออยู่

ครูขอเป็นกำลังให้นักเรียนได้ก้าวต่อไป แม้จะพบเจออุปสรรคมากมาย

ความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงเป็นเส้นตรง เสมอ
แต่สามารถเดินทางลัดหรือทางอ้อมได้

สามารถเข้าชมอัลบั้มเพิ่มเติมที่
http://www.facebook.com/album.php?aid=2081483&id=1086871664&l=27a8878fc9

วันครูปีนี้

สวัสดีครับ สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปนำเสนอผลงานทางวิชาการ เป็นงานวิจัยในชั้นเรียนนะครับ
ที่จังหวัดเชียงราย ในงาน วทร.ครั้งที่ 20 เมื่อ 11-13 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา

มีโอกาสไปเชีงรายทั้งทีก็ได้ไปชมสถานที่ต่างๆ บ้าง แต่ไม่ครบหรอกครับ อย่างวัดร่องขุ่นที่หมายใจไว้ก็ยังไม่ได้ไปสักการะ
ไปดอยตุงและแม่สายเท่านั้นครับ เพราะเพื่อนพาไป เหมารถกันไป ก็เลยไม่ได้สักการะวัดร่องขุ่นครับ
ไปดอยตุง เจอพันธุ์ไม้สวยงามมากมายหลากสีสัน
นึกได้ว่าวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคมนี้เป็นวันครู กระนั้นเราต้องมีของฝาก
ป๋า(ผศ.ประสพสุข ศรีสว่างวงศ์) และที่ปรึกษา(ดร.สมนึก พ่วงพรพิทักษ์) สนใจปลูกดอกไม้ ปลูกต้นไม้ และทำสวน
ก็เลยคิดว่าจะต้องหาพันธุ์ไม้มาฝากครูทั้งสอง กะว่าเอาต้นที่น่าจะนำกลับได้ง่ายๆ และมีสีสันนิดหน่อย
แต่ถ้าจะเอาความหมายแล้วก็คงจะเป็นรองเท้านารีครับ สวยมากๆ แต่คงไม่ถึงมหาสารคาม(บ้านป๋าและที่ทำงานที่ปรึกษา)
คงจะช้ำหมดกัน เลยได้พืชหัวครับ เป็นดอกว่านสี่ทิศ ดูแล้วก็ไม่ใช่พันธุ์ที่พบเจอแถวบ้านผม จึงบริหารทรัพย์ซะ


มาสักการะครูที่มหาสารคาม

โทรศัพท์หาป๋า ไม่รับซะงั้นทำไงละ สัปดาห์หน้าละกัน แล้วค่อยบอกป๋าทาง Facebook ต่อไป

แล้วที่ปรึกษาล่ะ โทรศัพท์หาครับ รับด้วย เร็วทันใจสมเป็นวัยรุ่นทั้งคู่
ที่ปรึกษากำลังสอนครับ ผมเดินทางถึงมหาสารคามก็เที่ยงวัน อาจารย์พักพอดีได้คุยกัน
มอบหัวว่าสี่ทิศก็กลับครับไม่มีอะไรมากมาย สอบถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง เป็นธรรมดา
อาจารย์ทำงานหนักครับ

รักษาสุขภาพนะครับ
เคารพและบูชาครูทุกท่านเสมอครับ
ครูจตุรภัทร